วันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2554

ดีบุก

 ดีบุก (Sn)

                      ดีบุกเป็นโลหะสีขาวเป็นเงาคล้ายเงิน  มีความถ่วงจำเพาะ  7.3  มีจุดหลอมเหลว  232 0C  เป็นโลหะเนื้ออ่อน  แต่เหนียว  ที่อุณหภูมิ  100 0C  สามารถรีดเป็นเส้นได้  แต่ถ้าที่อุณหภูมิ  200 0C  ดีบุกจะเปราะ  ทุบแตกง่าย   ดีบุกมีอันยรูปหลายแบบ  เช่น  ดีบุกเทา  ดีบุกรอมบิก  และดีบุกสีขาว
             แหล่งที่พบ
                      พบในแร่แคสซิเทอร์ไรด์ (SnO2) แร่ดีบุกพบมากทางภาคใต้  นอกจากนั้นยังพบในภาคกลาง  และภาคเหนือ  แร่ดีบุกพบปนอยู่กับกากแร่อื่น ๆ เช่น  อินเมไนต์  เชอร์ดอน  โมนาไซด์  โคลัมไบต์  และซิไลต์
             การถลุงดีบุก
                      สินแร่ดีบุก (SnO2  ปนกับทราย SiO2 เป็นสารปนเปื้อน)  ผสมกับถ่านโค้ก และหินปูนด้วยอัตราส่วน  20 : 4 : 5  โดยมวล ใส่ในเตาถลุงแบบนอน  โดยใช้น้ำมันเตา  หรือใช้กระแสไฟฟ้าเป็นแหล่งให้ความร้อน
                      ปฏิกิริยาการแยกดีบุกออกจากแร่  ดังนี้
                                C (s)  +  O2 (g)  ®  CO2 (g)
                                C (s)  +  CO2 (g)  ® 2CO (g)
                                2CO (g)  +  SnO2 (s)  ®  Sn (l)  +  2CO2 (g)
                      ปฏิกิริยาการแยกสารปนเปื้อน (SiO2)  ด้วยหินปูนดังนี้
                                CaCO3 (s)  ®  CaO (s)  +  CO2 (g)
                                CaO (s)  +  SiO2 (l)  ®  CaSiO3 (l)
                                                                                ตะกรัน
                      ดีบุกที่ถลุงได้  ต้องนำไปทำให้บริสุทธิ์ด้วยกระบวนการ  Electrorefining  สำหรับขี้ตะกรันที่ได้  พบว่ามีดีบุกปนอยู่อีกมาก  สามารถนำไปถลุงเพื่อแยกดีบุกออกได้อีก
             การนำดีบุกไปใช้ประโยชน์
                      ดีบุกผสมกับตะกั่ว  ทำตะกั่วบัดกรี  ดีบุกฉาบแผ่นเหล็กทำกระป๋องบรรจุอาหาร  ดีบุกผสมกับโลหะอื่น ๆ เป็นโลหะผสม (Alloy)  เช่น  ผสมกับกับทองแดงเป็นทองสัมฤทธิ์  ผสมกับทองแดงและพลวงใช้เป็นโลหะผสมทำภาชนะต่าง ๆ สารประกอบดีบุก  เช่น  SnCl4 .5H2O  ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องเคลือบ  เครื่องแก้ว  ย้อมสีไหม  กระดาษพิมพ์ที่ไวต่อแสง  เช่น  กระดาษพิมพ์เขียว

พลวง

พลวง (Sb)
                  แหล่งที่พบ
                         พบในแร่สติบไนต์ (Sb2S3)  หรือเรียกว่า  พลวงเงิน  และแร่สติบิไนต์ (Sb2O4.nH2O)  หรือเรียกว่า  พลวงทอง  ซึ่งพบทุกภาคของประเทศไทย  ยกเว้น  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
                  การถลุงพลวง
                         การถลุงแร่พลวงจะแตกต่างกันตามคุณภาพของแร่  เช่น  การแยกพลวงออกจากแร่สติบไนต์ (Sb2O4)  มีขั้นตอนในการถลุงดังนี้
                         ขั้นที่ 1  ย่างแร่ คือ การนำแร่พลวงที่เป็นซัลไฟด์มาทำเป็นออกไซด์  ด้วยการนำแร่สติบไนต์ไปเผากับก๊าซออกซิเจน  และเกิดปฏิกิริยาดังนี้
                                2Sb2S3 (s)  + 9O2 (g)     2Sb2O3 (s)  +  6SO2 (g)
                         ขั้นที่  2  การแยกโลหะพลวงออกจากออกไซด์ของพลวง  ผสมออกไซด์ของพลวง  ถ่านหิน  และโซเดียมคาร์บอนเนต  ในอัตราส่วน  20 : 4 : 1  โดยมวล ใส่ในเตาถลุงแบบนอนที่อุณหภูมิประมาณ  800 - 900 0C  โดยใช้น้ำมันเตาหรือลิกไนต์เป็นเชื้อเพลิง  เกิดปฏิกิริยาดังนี้
                                2C(s)  +  O2(g)   2CO (g)
                                2Sb2O3 (s)  +  3CO (g) 2Sb (s)  +  3CO2 (g)
                         โซเดียมคาร์บอนเนตที่ผสมใส่ลงไปถลุงเพื่อแยกสารปนเปื้อนต่าง ๆ ออกเป็นกากตะกอนลอยอยู่ผิวบนของโลหะหลอมเหลวที่ถลุงได้  ธาตุพลวงเหลวสู่เบ้าเหล็กหล่อเป็นแท่ง
                  การนำพลวงไปใช้ประโยชน์
                         พลวงผสมกับโลหะอื่นเป็นโลหะผสม  เช่น  พลวงผสมกับตะกั่วและดีบุก  เป็นโลหะผสมเพื่อทำตัวพิมพ์โลหะ  พลวงผสมกับตะกั่วเพื่อทำแผ่นตะกั่วในแบตเตอรี่  พลวงเป็นส่วนผสมของหัวกระสุนปืน  พลวงใช้ในอุตสาหกรรมยาง  อุตสาหกรรมสี  และอุตสาหกรรมเซรามิกส์

สังกะสี

  สังกะสี  (Zn)
                  แหล่งที่พบ 
                         แร่สังกะสี  พบในรูปสังกะสีซิลิเกต  เช่น  แร่เฮมิเมอร์ไฟต์ (Zn4(Si2O7)(OH)2(H2O) แร่สมิทซอไนต์  (ZnCO3)  และแร่ซิงไคต์ (ZnO)  สำหรับแร่สังกะสีที่พบมากที่สุดในโลก คือ  แร่สฟาเลอไรต์  (ZnS)  แร่สังกะสีพบมากที่อำเภอแม่สอด  จังหวัดตาก

                การถลุงโลหะสังกะสี
                         ขั้นที่  1  นำแร่สังกะสี  เช่น  ZnS  ,  ZnCO3  มาทำให้เป็นออกไซด์
                         ZnS  ทำปฏิกิริยากับ  O2  ด้วยการเผา   :  2ZnS (s) + 3O2 (g) 2ZnO (s) + 2SO2 (g)
                         ZnCO3 เผาให้สลายตัว  :  2ZnCO3 (s)  ZnO (s)  +  CO2 (g)

                         ขั้นที่  2  นำสังกะสีออกไซด์ (ZnO)  มาแยก  Zn  ออกโดยทำปฏิกิริยากับถ่านโค๊ก  ดังนี้
                                                ZnO(s)  +  C (s)  ®  Zn (s)  +  CO (g)
                                แล้ว  CO  ที่เกิดขึ้นทำปฏิกิริยากับ  ZnO  ต่อ  แยก  Zn  ได้ดังสมการ
                                                ZnO (s)  +  CO (g)  ®  Zn (s)  +  CO2 (g)
                                CO2  ที่เกิดขึ้นทำปฏิกิริยากับ  C  ที่เหลือเกิด  CO  ซึ่งสามารถนำไปใช้แยก  Zn  ออกจาก  ZnO  ต่อไป  ดังสมการ
                                                C (s)  +  CO2  (g)  ®  2CO (g)
                         การถลุง  Zn  ต้องทำที่อุณหภูมิ  1100  0C  ได้  Zn  เป็นของเหลวที่มีสารปนเปื้อนผสมอยู่  ส่วนมากเป็นแคดเมียม  กับตะกั่ว  ดังนั้น ต้องแยกสารเหล่านี้ออกด้วยการนำของเหลวที่มีสารผสมไปกลั่นลำดับส่วน
                         การถลุงแร่สังกะสี ที่จังหวัดตาก  แร่ที่ถลุงอยู่ในรูปซิลิเกต  คาร์บอเนต  และออกไซด์ปนกัน  นำแร่นี้มาบดให้ละเอียดเป็นผงด้วยเครื่องบดเปียก  แล้วให้ทำปฏิกิริยากับกรดซัลฟิวริก  (H2SO4)  ได้สารละลาย  ZnSO4  จากนั้นทำสารละลายนี้ให้เป็นกลางด้วยหินปูน  หรือปูนขาว  กรองกากแร่ออกส่งไปยังบ่อเก็บกากแร่ปรับให้มีสภาพเป็นกลางด้วยปูนขาว  ส่วนสารละลายที่กรองได้จะมีเกลือซัลเฟตของแคดเมียม  พลวง  ทองแดง  ละลายอยู่  ซึ่งจะแยกออกด้วยการเติมผงสังกะสีลงไปในสารละลาย  ดังนี้
                         CdSO4 (aq)  +  Zn (s)  ®  Cd (s)  +  ZnSO4 (aq)
                         Sb2(SO4)3 (aq)  +  3Zn (s)  ®  2Sb (s)  +  3ZnSO4 (aq)
                         CuSO4 (aq)  +  Zn (s)  ®  Cu (s)  +  ZnSO4 (aq)
             แยกตะกอนออกจากสารละลาย  ZnSO4  ด้วยเครื่องกรองตะกอนแบบอัด  จะได้กากแคดเมียม พลวง  และทองแดง  สำหรับสารละลาย  ZnSO4  ถูกส่งไปโรงแยก  Zn  ด้วยไฟฟ้า
             เมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าลงไปในสารละลาย  ZnSO4  จะเกิดการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ดังนี้
             แคโทด  :  Zn2+ (aq)  +  2e-   ®  Zn (s)
             แอโนด  :  H2O (l)  ®  ฝ O2 (g)  +  2H+ (aq)  +  2e-
             ปฏิกิริยารวม   :  Zn2+ (aq)  +  H2O (l)  ®  Zn (s)  +  ฝ O2 (g)  +  2H+ (aq)

             จากปฏิกิริยาที่แคโทดจะเกิด  Zn  เกาะที่ขั้ว  และที่แอโนดจะเกิดก๊าซออกซิเจน  และสารละลายประกอบด้วย  SO42-  (ซึ่งไม้เกิดปฏิกิริยา)  กับเกิด  H+  รวมกันเป็นสารละลายกรดซัลฟิวริกขึ้น  ซึ่งสามารถนำไปใช้ในขั้นตอนการสกัดแร่สังกะสีได้อีก
             แร่สังกะสีนอกจากจะพบที่อำเภอแม่สอด  จังหวัดตากแล้ว ยังพบที่จังหวัดเชียงใหม่  แม่ฮ่องสอน  และพะเยาว์  แต่พบอยู่ในรูปแร่สฟาเลอไรต์  (ZnS)  ซึ่งในการถลุงต้องใช้เตาย่างแร่เพื่อกำจัดกำมะถันออก  และเปลี่ยนแร่เป็นออกไซด์  แล้งจึงนำไปถลุงตามขั้นตอนที่แสดงข้างต้น

             การนำสังกะสีไปใช้ประโยชน์
                         สังกะสีใช้ในอุตสาหกรรมถ่านไฟฉาย  คือ  Zn  ใช้ทำกล่องถ่านไฟฉาย  ใช้สังกะสีเคลือบแผ่นเหล็กทำสังกะสีมุงหลังคา  ใช้สังกะสีผสมโลหะทองแดงเป็นโลหะผสมเรียกว่า  ทองเหลือง  ซึ่งนำไปใช้ประโยชน์มาก  นอกจากนี้ยังใช้ในอุตสาหกรรมสี  ยา  และอาหารสัตว์ ซึ่งใช้สังกะสีในรูปออกไซด์ของสังกะสี  (ZnO)
            
                         การกำจัดของเสียก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์  การถลุงพลวงและสังกะสี  จะเกิดก๊าซพิษคือ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ซึ่งเกิดจากขั้นตอนการเผาสินแร่  หรือจากการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งมีกำมะถันปนอยู่  หรือเกิดจากรงงานผลิตกรดซัลฟิวริก   ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์เป็นก๊าซพิษ ที่ทำให้เกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อทั้งพืชและสัตว์
                         ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ถ้าเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ จะเกิดอาการแสบจมูก  หลอดลมอักเสบ ถ้าก๊าซนี้เข้าสู่ร่างกายปริมาณน้อยจะทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยเรื้อรัง  เกิดโรคโลหิตจาง  แต่ถ้าได้รับเข้าไปในปริมาณที่มากจะเป็นอันตรายต่อปอดโดยตรง  ทำให้ปอดอักเสบ  หลอดลมตีบตัน  นอกจากนั้นก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ยังทำให้เกิดฝนกรด ซึ่งจะทำให้เกิดผลเสียต่อสิ่งก่อสร้างที่เป็นหินปูน  หินอ่อน  และเหล็กที่เป็นโครงสร้าง ทำให้เกิดการผุกร่อน
                         การกำจัด  SO2  โดยผ่านลงไปในสารละลาย  Ca(OH)2  เกิดปฏิกิริยาดังนี้
                                SO2 (g)  +  Ca(OH)2 (aq)  ®  CaSO3 (s)  +  H2O (l)
                         การถลุงแร่สังกะสีนอกจากจะเกิด  SO2  แล้งยังทำให้เกิดฝุ่นโลหะปนเปื้อนออกมาด้วย  ซึ่งเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตเช่นกัน  จึงต้องระวัง และ ต้องกำจัดฝุ่นออกก่อนจะปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อม

                          การถลุงโลหะแคดเมียม
                         การผลิตสังกะสีที่จังหวัดตากจะมีกากของเสียที่สำคัญมากคือ การแคดเมียม  ซึ่งเป็นสารพิษที่ร้ายแรง  การถลุงโลหะแคดเมียมที่ได้จากขบวนการผลิตสังกะสี ทำได้โดยนำกากแคดเมียมมาบดให้ละเอียดแล้วเติมกรด  H2SO4  เพื่อทำให้ละลาย  แล้วปรับ   pH  ให้เป็นกลางด้วย  CaCO3  แล้วกรองเอาตะกอนออก  จากนั้นเติมสังกะสีลงในสารละลายที่กรองได้จะเกิดแคดเมียมพรุนตกตะกอน  แยกตะกอนพรุนของแคดเมียมนี้ไปสกัดด้วยกรด  H2SO4  อีกครั้ง แล้วทำให้เป็นกลางด้วย  CaCO3  กรองและนำสารละลายที่ได้ไปแยกด้วยไฟฟ้าจะได้แคดเมียมเกาะที่แคโทด จากนั้นนำแคดเมียมที่ได้ไปหล่อเป็นแท่งหรือก้อนกลม

                     การนำแคดเมียมไปใช้ประโยชน์
                         แคดเมียมใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น  ถ่านไฟฉาย  แบตเตอรี่  สี  และพลาสติก  นอกจากนี้ยังใช้เคลือบเหล็กกล้า  ทองแดง  เพื่อป้องกันการผุกร่อน

แทนทาลัม - ไนโอเบียม

 แทนทาลัม  (Ta) - ไนโอเบียม (Nb)
             แทนทาลัม (Ta)  เป็นโลหะสีเทา มีความถ่วงจำเพาะ  16.6  จุดหลอมเหลว  2996 0C  เป็นโลหะที่ทนไฟ  แข็งและมีความเหนียวใกล้เคียงกับเหล็กกล้า

             แหล่งที่พบ
                         แหล่งที่พบ  ไม่พบเกิดเป็นธาตุอิสระในธรรมชาติ  แต่เกิดปนกับไนโอเบียม (Nb)  ไทเทเนียม (Ti)  และดีบุก (Sn)  นอกจากนั้นยังอาจจะเกิดรวมกับยูเรเนียม (U)  และทอเรียม (Th)
             การถลุงแทนทาลัมและไนโอเบียม
                         นำตะกรันดีบุกมาบด  และละลายในกรดผสมระหว่างกรด  HF กับ  H2SO4  แล้วเติมเมธิลไอโซบิวทิลคีโทน (MIBK)  เพื่อละลายเอา  Ta  และ  Nb  แล้วเติมกรด  H2SO4  เจือจาง พบว่า  Nb  ละลายในชั้นของกรด แล้วแยกออกมาปรับให้เป็นกลางด้วยสารละลาย  NH3  จะได้ตะกอน  จากนั้นนำตะกอนไปเผาจะได้  Nb2O5
                         สำหรับ  Ta  ที่ยังละลายอยู่ในสารละลายเมธิลไอโซบิวทิลคีโตน    ซึ่งสามารถแยกออกมาได้โดยการผ่านไอน้ำเข้าไปละลาย  Ta  ออกมาในรูปของ  H2TaF7  จากนั้นเติมสารละลาย  NH3  จะได้ตะกอน  เมื่อนำไปเผาจะได้  Ta2O5 หรือถ้านำ  Ta  ที่ละลายอยู่ในชั้นของน้ำมาเติมสารละลาย  KCl  ทำให้ตกผลึกในรูป  K2TaF7

 การนำแทนทาลัมและไนโอเบียมไปใช้ประโยชน์
                         แทนทาลัม  (Ta)ใช้ทำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มนเครื่องคอมพิวเตอร์  เครื่องมือสื่อสาร เครื่องส่งสัญญาณกันภัย  เครื่องตั้งเวลา  Ta  ใช้ทำโลหะผสมสำหรับทำเครื่องบิน  จรวด  ขีปนาวุธ  อุปกรณ์เตาปรมาณู  ออกไซด์ ของแทนทาลัมใช้ทำเลนส์
                         ไนโอเบียม  (Nb)  ใช้ผสมกับเหล็กกล้าทำท่อส่งก๊าซ  วัสดุก่อสร้างของโรงงานเคมีภัณฑ์  และใช้ทำเลนส์ต่าง ๆ

             ผลเสียของการผลิตโลหะ  Ta  และ  Nb  คือ  ในการผลิตต้องใช้สารละลายกรดและเบส  ดังนั้น  จึงอาจมีกรดและเบสปนเปื้อนออกมากับน้ำทิ้ง หรือ กากตะกอน  ดังนั้นการป้องกันทำได้โดยการปรับให้เป็นกลางก่อน  นอกจากนั้นยังมีตะกรันดีบุกที่ใช้ผลิตแทนทาลัม และไนโอเบียม อาจมีสารกัมมันตรังสี เช่น  ยูเรเนียม (U ) และ ทอเรียม (Th)  ปนเปื้อนอยู่ด้วย 

เซอร์โคเมียม

        เซอร์โคเนียม  (Zr)
             เซอร์โคเนียม  (Zr)  เป็นโลหะที่มีจุดหลอมเหลว  1852  0C  จุดเดือด  4377  0C
             แหล่งที่พบ
             เซอร์โคเนียมพบในรูปแร่เซอร์คอน  (ZrSiO4)  ตามแหล่งแร่ดีบุก  บริเวณภาคใต้ของประเทศไทย
             การถลุงเซอร์โคเนียม
             ทำได้โดยการนำสินแร่เซอร์คอน (ZrSiO4) มาหลอมเหลวกับโซเดียมออกไซด์  (Na2O)  ได้โซเดียมเซอร์โคเนียมซิลิเกต (Na2ZrSiO3)  และทราย  (SiO2)  ที่ปนเปื้อนจะถูกเปลี่ยนเป็น  Na2SiO3  แล้วสกัดด้วยน้ำร้อนเพื่อละลาย  Na2SiO3  ส่วน  Na2ZrSiO3  ซึ่งไม่ละลายน้ำจะตกตะกอน  กรองแยกตะกอนออก แล้วนำตะกอนนี้ไปละลายในสารละลายกรดซัลฟิวริกเจือจางที่ร้อน  ได้สารละลาย  Na2SO4  และ  Zr(SO4)2  ทำให้เป็นกลางด้วยสารละลาย  NH3  เข้มข้น Zr(SO4)2     จะเปลี่ยนเป็น  Zn(OH)4  ซึ่งไม่ละลายน้ำ  กรองแยกตะกอนไปเผาที่  900 0C  จะได้  ZrO2  มีลักษณะเป็นสีขาวหนัก  ไม่มีกลิ่น  มีจุดหลอมเหลวประมาณ  2680  0C

  การนำเซอร์โคเนียมไปใช้ประโยชน์
             เซอร์โคเนียมนำไปใช้ประโยชน์ในรูปสารประกอบ  เช่น  ZrO2  ใช้เคลือบสีสำหรับเซรามิกส์  ZrO2  ที่มี  Y2O3  ปน  5 %  เป็นสารที่เรียกว่า  PSZ  (Partially  Stabelized Zirconia)  และ  PSZ  ก็ใช้ในอุตสาหกรรมเซรามิกส์  ทำให้เซรามิกส์ทนความร้อนได้ถึง   2400  0C  ซึ่งไม่นำไฟฟ้า  จึงใช้ทำชิ้นส่วนเครื่องยนต์ไอพ่น  และจรวด  ทำถ้วยกระเบื้องมนไฟในห้องปฏิบัติการ  ทำอิฐทนไฟสำหรับเตาหลอมโลหะ  ทำฉนวนกันไฟฟ้าแรงสูง  ทำชิ้นส่วนของหัวเทียนรถยนต์  ใช้เป็นชิ้นส่วนประกอบของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์